กระทรวงวิทย์ฯ จับมือ สสวทท. จัดเสวนา คุยกัน..ฉันวิทย์ หัวข้อ “สิงห์อมควันกลับใจ เลิกบุหรี่ง่าย ๆ ด้วยลูกอม”

กระทรวงวิทย์ฯ จับมือ สสวทท. จัดเสวนา คุยกัน..ฉันวิทย์ หัวข้อ “สิงห์อมควันกลับใจ เลิกบุหรี่ง่าย ๆ ด้วยลูกอม”

(29 พฤษภาคม 2560) ณ ห้องโถงชั้น 1 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับ สภาสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สสวทท.) จัดกิจกรรมเสวนา “คุยกัน..ฉันวิทย์” เพื่อสร้างความรู้ความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในหัวข้อ “สิงห์อมควันกลับใจ เลิกบุหรี่ง่าย ๆ ด้วยลูกอม” เพื่อให้ตระหนักถึงความสูญเสียทางด้านชีวิตของประชากรที่เกิดจากการสูบบุหรี่และรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ รศ.ดร. ผ่องศรี ศรีมรกต เครือข่ายพยาบาลต้านบุหรี่และสารเสพติดแห่งประเทศไทย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เสวนาหัวข้อ “ชีวิตปลอดควัน ลด ละ เลิก สูบบุหรี่” นายสายันต์ ตันพานิช ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เสวนาหัวข้อ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อเลิกสูบบุหรี่” และผู้ดำเนินการเสวนา นายสืบสกุล พันธ์ดี ผู้ดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี

รศ.ดร. ผ่องศรี ศรีมรกต เปิดเผยว่า การบริโภคยาสูบหรือการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาทางสุขภาพที่ร้ายแรง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนการควบคุมการบริโภคยาสูบ หรือการเลิกสูบบุหรี่มาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดให้มี “วันงดสูบบุหรี่โลก” (World No Tobacco Day) ขึ้นในวันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา โดยในปี พ.ศ. 2560 นี้ องค์การอนามัยโลกได้ให้คำขวัญว่า บุหรี่ : ภัยคุกคามต่อการพัฒนา (Tobacco – a threat to development) แต่ละปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตก่อนเวลาจากการสูบบุหรี่ 6 ล้านคน และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 8 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2030 หากไม่มีการควบคุมการบริโภคยาสูบหรือการสูบบุหรี่อย่างจริงจัง จากข้อมูลการเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ที่มีปีละ 5 หมื่นคนเศษ ทำให้ประมาณการได้ว่ามีคนไทยอย่างน้อยหนึ่งล้านคนที่ยังมีชีวิตอยู่และป่วยหรือพิการด้วยโรคเรื้อรังร้ายแรงจากการสูบบุหรี่ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคถุงลมปอดพอง และโรคเรื้อรังอื่น ๆ

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสูญเสียทางด้านชีวิตของประชากรที่เกิดจากการสูบบุหรี่ จึงได้มีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ รวมถึงกำหนดมาตรการต่าง ๆ โดยการดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะพยายามให้เกิดการเลิกสูบบุหรี่ ดังเช่นที่กระทรวงได้ประกาศบังคับใช้มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 ให้มีการพิมพ์คำเตือนและโทษของการสูบบุหรี่ที่ข้างซอง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา ทั้งยังมีกฎหมายที่ใช้คุ้มครองสุขภาพประชาชนอีกด้วย

ในส่วนของเครือข่ายพยาบาลต้านบุหรี่และสารเสพติดแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมาแล้วกว่า 10 ปี อาทิ การบำบัดเพื่อช่วยให้เลิกบุหรี่ 2550 ประสิทธิภาพการช่วยเลิกบุหรี่โดยพยาบาล : จากงานประจำสู่งานวิจัย 2553 และสานพลังพัฒนาตำบลปลอดบุหรี่ 2558 เป็นต้น นอกจากนี้ได้รวบรวมความรู้ไว้ในหนังสือการบำบัดทางเลือกเพื่อช่วยเลิกบุหรี่วิถีไทยด้วยผลไม้และสมุนไพร เช่น กล้วยหอม ที่มีสารสำคัญช่วยให้คลายเครียด มีวิตามินบี 6 บี 12 โปตัสเซียม และแมกนีเซียม ที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วจากการขาดนิโคติน ลดการหวนกลับไปสูบบุหรี่ หญ้าดอกขาว มีการทดลองวิจัยใช้ในกลุ่มผู้ติดบุหรี่ หญ้าดอกขาวมีสารประกอบโปตัสเซียม ไนเตรท ทำให้ประสาทรับรสที่ลิ้นชาจึงไม่รู้สึกอยากบุหรี่ กานพลู/ลูกจันทน์ มีพยาบาลโรงพยาบาลพังงา ได้นำดอกกานพลูแห้งให้ผู้อดบุหรี่อมแก้อยากบุหรี่และระงับกลิ่นปาก ซึ่งช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น ส่วนลูกจันทน์จะช่วยบรรเทาอาการอยากบุหรี่ได้ชั่วคราว มะขามป้อม เป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย มีวิตามินซีสูงมาก มีสารแทนนิน สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานสูง โดยแนะนำใช้มะขามป้อมสดเคี้ยวกินหรืออมก็ได้ มะนาว ช่วยบรรเทาอาการอยากบุหรี่ได้เพราะมีรสเปรี้ยวและอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ด้วยการนำมะนาวมาฝานเป็นชิ้นบาง กินหรืออมทั้งเปลือก เป็นต้น

ด้าน นายสายันต์ ตันพานิช กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้บูรณาการ“โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดการสูบบุหรี่”มุ่งเน้นการคัดเลือกสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ต่อการสูบบุหรี่ซึ่งเป็นชุดโครงการที่ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรอย่างครบวงจรตั้งแต่การคัดเลือกสมุนไพร การทดสอบประสิทธิผล จนถึงได้ผลิตภัณฑ์ซึ่งจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะนำมาใช้บำบัดและรักษาผู้ติดยาเสพติดจำพวกบุหรี่ให้หายจากการติดบุหรี่ได้อันจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ติดบุหรี่ โดยใช้สมุนไพรบำบัดหรือรักษาทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์ลดสูบบุหรี่ลดการเกิดโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ และเกษตรกรมีรายได้เสริมจากการปลูกพืชสมุนไพร

จากการดำเนินโครงการนี้ วว. ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกอมอดบุหรี่ “รสกะเพรา” ซึ่งมีส่วนผสมหลักเป็นสารสกัดจากกะเพรามีประสิทธิภาพในการช่วยลดการสูบบุหรี่ได้ในระยะเวลา 30 วันในจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุตั้งแต่ 15-55 ปี ทั้งเพศหญิงและชาย ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารสกัดกะเพราด้วยเทคนิค MTT assay และเมื่อเปรียบเทียบผลระหว่างการตอบสนองของเซลล์ปกติ (L929) และเซลล์มะเร็ง (CaCo2) พบว่า สารสกัดกะเพรามีแนวโน้มเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งมากกว่าเซลล์ปกติ แสดงว่าสารสกัดออกฤทธิ์แบบเจาะจง คือ มีคุณสมบัติเป็น cell-specific effect

นอกจากนี้ วว. ได้สำรวจความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย โดยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเพศหญิงและเพศชาย อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 50 ตัวอย่าง ในกรุงเทพและปริมณฑล โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นชาย มีอายุอยู่ระหว่าง 45-55 ปีขึ้นไป ระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คือมัธยมศึกษาตอนต้น โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สูบบุหรี่ประจำมีระยะเวลาสูบบุหรี่ 1-5 ปี คิดเป็นร้อยละ 48.00 สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สูบบุหรี่ประจำเป็นระยะเวลา 6-20 ปี คิดเป็นร้อยละ 52.00 โดยปริมาณบุหรี่ที่สูบกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สูบปริมาณ 9-10 ม้วน/1ซอง/วัน คิดเป็นร้อยละ 24.00

ผลการทดสอบประสิทธิภาพในการลดการสูบบุหรี่ของผลิตภัณฑ์ลูกอมสูตรกะเพราในกลุ่มตัวอย่างพบว่า ในขณะที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ จำนวน 30 วัน กลุ่มตัวอย่างที่หยุดสูบบุหรี่ มีจำนวน 7 ราย (หลังจากนั้นกลับมาสูบเหมือนเดิมแต่ปริมาณลดลง) โดยกลุ่มตัวอย่างทั้ง 50 ราย ระบุว่า ระหว่างที่ทำการทดสอบเป็นเวลา 1 เดือน ไม่ต้องการสูบบุหรี่ หลังจากที่อมลูกอมส่งผลให้การสูบบุหรี่ลดลงในระหว่างที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ ประมาณ 96% แต่หากหยุดอมลูกอมก็ต้องกลับมาสูบเหมือนเดิม

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก หนังสือพิมพ์ สยามโฟกัสไทม์   http://www.siamfocustimenews.com